Chichibu night festival

เทศกาลเดือนธันวาคมของแต่ละประเทศ

Chichibu night festival

เดือนธันวาคมเป็นเดือนที่ใครหลายคนชื่นชอบมากเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเดือนนี้มีวันหยุดเยอะ เทศกาลเยอะมาก เอาแค่บ้านเราทั้งเทศกาลไทย และ ต่างประเทศเข้ามาปนเปกันหมดจนกลายเป็นเดือนแห่งความสุขกันไป ในต่างประเทศเดือนธันวาคมก็มีเทศกาลเยอะแยะมากมาย เรามาดูกันว่าหากไม่นับคริสต์มาส มีเทศกาลอะไรบ้าง

เทศกาล AI Dhafra

เทศกาลแรกเราไปดินแดนแห่งทะเลทรายอย่าง อาบูดาบี ที่นี่นอกจากตัวเมืองจะมีการพัฒนาจนเทียบเท่าเมืองชั้นนำของโลกแล้วเขายังมีเทศกาลวัฒนธรรมมากมายน่าสนใจด้วย เทศกาล AI Dahra เป็นหนึ่งในนั้นช่วงเดือนธันวาคมเราจะได้เทศกาลที่พูดถึงวัฒนธรรมชาวทะเลทรายไม่ว่าจะเป็น การแข่งสุนัขซาลุกิ, การประกวดความงามอูฐ รวมถึงวิถีชีวิตของกองคาราวานอูฐที่เดินทางบนทะเลทรายอีกมากมาย

Chichibu night festival

แหล่งรวมแห่งวัฒนธรรมที่คนไทยชื่นชอบมากอย่างประเทศญี่ปุ่น คงขาดไม่ได้เลยสำหรับบทความนี้ เทศกาลนี้เป็นการต้อนรับหน้าหนาวของญี่ปุ่น งานนี้จะเป็นงานปาร์ตี้ขนาดใหญ่ที่บ่งบอกความญี่ปุ่นอย่างแท้จริง เราจะได้เห็นงานแกะสลักไม้ งานดนตรี การแสดงพลุไฟแสงสีสวยงามยามค่ำคืน ขาดไม่ได้เลยสายกินต้องมาเพราะว่าเราจะได้เห็นร้านอาหารตั้งเรียงรายกันจนละลานตาไปหมด รสชาติไม่ต้องพูดถึง สุโค่ย

Junkanoo parade

พูดถึงงานปาร์ตี้ งานพาเหรด ต้องยกให้กับแถวทวีปอเมริกาใต้ไปจนถึงอเมริกากลาง(ทะเลคาริบเบียน) ที่ไม่ว่างานไหนก็จัดเต็มตลอด เราอาจจะคุ้นเคยกับเทศกาลฉลองปีใหม่ที่ ริโอ ประเทศบราซิลอยู่แล้ว แต่เราขอแนะนำเทศกาลพาเหรดของ ประเทศบาฮามาส ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เทศกาลวัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงต้นกำเนิดของพวกเขาเราจะได้เห็นปาร์ตี้ทะเลแคริบเบียนของเธอแบบหาดูได้ยากมาก เราจะประทับใจแบบลืมไม่ลงทีเดียว

Burning the clocks

อีกหนึ่งเทศกาลที่แปลก แต่น่าสนใจมาก เราขอพาลัดฟ้าที่ประเทศอังกฤษ เมืองไบร์ทตัน ช่วงปลายเดือนธันวาคมก่อนคริสต์มาส เขามีเทศกาลหนึ่งน่าสนใจมาก คือ Brighton Burning the clocks แปลเป็นไทยว่า เทศกาลเผานาฬิกา วัฒนธรรมนี้พอถึงช่วงวัน เขาจะทำโคมไฟกระดาษเป็นรูปนาฬิกาแห่ไปรอบเมืองจากนั้นไปสิ้นสุดที่ชายหาดแล้วก็โยนโคมไฟลงไปในกองไฟเพื่อปลดปล่อยความหวังของตัวเองให้สำเร็จในปีต่อไป

Klausjagen

อีกหนึ่งประเทศที่จัดเทศกาลน่าสนใจช่วงเดือนธันวาคม เราไปประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ทะเลสาบลูเซิร์นเรารู้จักกันดีเรื่องความสวยงาม แต่พวกเขามีประเพณีหนึ่งน่าสนใจมาก นั่นคือ การตามหาซานต้าด้วยการใช้กระดึงเพื่อให้ออกมาขับไล่สิ่งชั่วร้ายที่เกิดขึ้น ชาวเมืองจะทำโคมไฟลวดลายต่างๆ ตามศิลปะของพวกเขาเองเป็นขบวนแห่ที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง รับรองว่าเป็นคืนประทับใจแน่นอน

Sagrada Familia, Barcelona

รีวิวเที่ยวมหาวิหารซากราดา แฟมิเลีย Sagrada Familia, Barcelona สเปน

Sagrada Familia, Barcelona

ความคลาสสิกอย่างหนึ่งเมื่อมีโอกาสได้มาเที่ยวยังประเทศสเปนก็คือเรื่องของสิ่งก่อสร้าง สถาปัตยกรรมต่างๆ อันแสนสวยงามตั้งแต่ยุคโบราณที่ยังคงได้รับการบูรณะมากระทั่งทุกวันนี้ สิ่งก่อสร้างต่างๆ สามารถหาชมได้ในทุกเมืองของสเปน แต่ถ้าใครได้มีโอกาสมาเยือนยังเมืองบาร์เซโลน่าแนะนำเลยว่าต้องมาที่มหาวิหารซากราดา แฟมิเลีย Sagrada Familia, Barcelona สุดยอดมหาวิหารอันแสนสวยงามประจำเมืองที่มีความประทับใจต่างๆ รออยู่อีกมาก

รีวิวมาเที่ยวมหาวิหารซากราดา แฟมิเลีย Sagrada Familia, Barcelona ประเทศสเปน

ก่อนอื่นต้องแอบกระซิบนิดหน่อยก่อนเลยว่าเมืองบาร์เซโลน่าแห่งนี้ถือเป็นเมืองศูนย์กลางในด้านสถาปัตยกรรมแบบโกธิค ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปที่เราเห็นกันบ่อยๆ เมืองแห่งนี้มีศิลปินผู้มีชื่อเสียงระดับโลกนามว่า Antonio Gaudi เป็นผู้สร้างความงดงามให้กับเมืองๆ นี้หลายแห่ง โดยผลงานสุดท้ายของเจ้าตัวก่อนการเสียชีวิตที่เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดสถาปัตยกรรมอันงดงาม โดดเด่น นั่นคือมหาวิหารที่ยังสร้างไม่สมบูรณ์เสียทีนามว่า มหาวิหารซากราดา แฟมิเลีย Sagrada Familia, Barcelona แม้ล่าสุดจะมีการออกมายืนยันว่ามหาวิหารแห่งนี้มีกำหนดการแล้วเสร็จในปี 2026 ก็ตาม แต่ต่อให้เวลานี้สถานที่ดังกล่าวยังไม่เสร็จกลับได้รับความนิยมจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของเมืองนี้ไปเรียบร้อย

การมายังมหาวิหารซากราดา แฟมิเลีย Sagrada Familia, Barcelona แนะนำว่าต้องมีเวลาพอสมควรเพราะถ้ามีเวลาน้อยนิดการได้ชื่นชมความงดงามของมหาวิหารก็จะน้อยตามไปด้วย ดังนั้นการมาที่นี่จำเป็นต้องตั้งใจมากเพื่อชมความงดงามจริงๆ ค่าตั๋วเข้าชมคนละ 15 ยูโร เมื่อก้าวผ่านธรณีประตูเข้าไปมันดั่งกับการได้เปลี่ยนเป็นอีกโลกไปเลย มีเรื่องราวเกี่ยวกับการถือกำเนิดของพระเยซูที่เหนือระดับบานประตู การออกแบบภายในเน้นเรื่องของความอลังการ ใหญ่โต เน้นมุมแหลม เส้นโค้ง เชื่อว่าการออกแบบของมหาวิหารแห่งนี้ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติที่อยู่รอบตัวของเรา

ความพิเศษอีกอย่างในการเยี่ยมชมมหาวิหารซากราดา แฟมิเลีย Sagrada Familia, Barcelona คือเราสามารถซื้อตั๋วที่เรียกว่า Top View เพื่อขึ้นไปชมความงดงามด้านบนได้ ลิฟต์จะขึ้นไปบนความสูง 65 ม. ซึ่งความสูงของฐานวิหารจนถึงปลายยอดมีระดับที่ 170 ม. กระนั้นหากวันไหนฟ้าฝนไม่เป็นใจวิวด้านบนก็จะปิด ช่วงเวลาเปิด – ปิดของมหาวิหารมี 2 แบบ คือช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์ 9 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น เดือนมีนาคม เปิด 9 โมงเช้า ถึง 1 ทุ่ม ช่วงเดือนเมษายน ถึง กันยายน เปิด 9 โมงเช้า ถึง 2 ทุ่ม และเดือนตุลาคม เปิด 9 โมงเช้า ถึง 1 ทุ่ม

Mercat De La Boqueria, Barcelona

รีวิวเที่ยวตลาดสดบุคเคอเรีย Mercat De La Boqueria, Barcelona สเปน

Mercat De La Boqueria, Barcelona

ประเทศสเปนนับเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย ด้วยวัฒนธรรมอันเก่าแก่บวกกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของประเทศนี้มีอยู่เต็มไปหมด ใครมีโอกาสได้มาสเปนสักครั้งรับรองว่าต้องติดใจจนอยากกลับมาใหม่หลายๆ รอบแน่ หนึ่งในเมืองน่าเที่ยวของสเปนคือบาร์เซโลน่า เมืองที่หลายคนจะรู้จักกับทีมฟุตบอลเสียเป็นส่วนใหญ่ ทว่านอกจากฟุตบอลเมืองนี้ยังมีอีกหลายๆ อย่างให้ได้สัมผัสโดยเฉพาะ ตลาดสดบุคเคอเรีย Mercat De La Boqueria, Barcelona วันนี้เราจะมารีวิวการเที่ยวตลาดสดสุดโด่งดังของสเปนว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

รีวิวพาเที่ยวตลาดสดบุคเคอเรีย Mercat De La Boqueria, Barcelona ประเทศสเปน

อย่างบ้านเราจะคุ้นชินกับการเดินตลาดไม่เช้าก็เย็นที่เรียกว่าตลาดนัดไปเลย แต่ใครมีโอกาสมายังตลาดสดบุคเคอเรีย Mercat De La Boqueria, Barcelona ต้องบอกว่ามีความแปลกตาและน่าสนใจตั้งแต่ช่วงเวลาเปิด – ปิดของตลาดแห่งนี้แล้วเพราะพวกเขาเปิดกันตอน 8 โมงเช้า ปิดเวลา 2 ทุ่มครึ่ง ซึ่งนักท่องเที่ยวจะไปช่วงไหนก็แล้วแต่ความสะดวกทว่าหากต้องการบรรยากาศแบบชาวสเปนแท้ๆ แนะนำว่าให้ไปตั้งแต่ช่วงเช้าแล้วสิ่งที่คุณพบเห็นในตลาดสดแห่งนี้จะเป็นอะไรที่น่าประทับใจสุดๆ

ตลาดสดบุคเคอเรีย Mercat De La Boqueria, Barcelona เป็นตลาดที่มีความเก่าแก่และมีขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองบาร์เซโลน่า ถูกยกให้เป็นตลาดสดเบอร์ 1 ของโลกตอนปี 2012 ตลาดแห่งนี้ถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของเมืองและเป็นแลนด์มาร์คการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ได้มีโอกาสมาเยือนบาร์เซโลน่า ประเภทสินค้าที่วางขายในตลาดแห่งนี้ก็มีให้เลือกเยอะสุดๆ อย่างถ้าเป็นของสด เช่น ขาหมูรมควัน, อาหารทะเลทุกชนิด, เนื้อสัตว์ประเภทต่างๆ, ผัก ผลไม้ และถั่วแทบทุกประเภท, ขนมหรืออาหารสำเร็จที่ทำร้อนๆ ขึ้นจากเตาใหม่ๆ ให้เลือกหาทานกันจนพุงกาง เรียกว่าเพลินจนการเดินตลาดของคุณเหมือนใช้เวลาไม่นานจริงๆ

ความคลาสสิกอีกอย่างของคนที่ได้มีโอกาสมาเดินตลาดสดบุคเคอเรีย Mercat De La Boqueria, Barcelona คือจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของผู้คนซึ่งอาศัยในย่านนี้มาอย่างยาวนาน ทำให้ได้เห็นภาพแบบบ้านๆ ของชาวเมืองบาร์เซโลน่าอีกด้วย อีกคำแนะนำคือการมาที่นี่ในช่วงเช้านอกจากอากาศจะเย็นสบาย เดินง่าย ไม่ร้อน ด้วยความที่คนยังเดินไม่เยอะเราจึงเลือกซื้อของได้แบบไม่แออัดและยังมองหามื้อเช้าอร่อยๆ ไว้รองท้องได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว อย่าพลาดมาสัมผัสกับบรรยากาศดีๆ กันที่ตลาดสดบุคเคอเรีย Mercat De La Boqueria, Barcelona

 

 

Spanish flag

ประวัติประเทศสเปนที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศสเปน เริ่มมาจากอาณาเขตส่วนใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ บนคาบสมุทร Iberian ในเขตภูมิภาคยุโรปใต้ โดยมีพัฒนาการมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เสียอีก การพัฒนานี้ได้เดินทางผ่านทั้งยุครุ่งเรืองและช่วงตกต่ำของจักรวรรดิแห่งแรกของโลก จนกลายมาเป็นสเปนในปัจจุบันนี้เอง ซึ่งเป็นช่วงฟื้นฟูหลังจากสมัยการปกครองแบบเผด็จการของนายพลฟรังโกได้เสื่อมไป มีอยู่หลายช่วงที่ประวัติศาสตร์ของสเปนเต็มไปด้วยความความรุนแรง มีสาเหตุอันเนื่องมาจากนโยบายที่จะจัดการกับความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อในดินแดนของตนนั่นเอง

มนุษย์ได้เดินทางเข้ามาในคาบสมุทร Iberian เป็นเวลากว่า 35,000 ปีมาแล้ว ตามมาด้วยผู้รุกรานรวมทั้งผู้ตั้งอาณานิคมชนชาติต่าง ๆ จากตลอดระยะเวลานับพันปี ถึง 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช ทั้งคาบสมุทรได้ตกเป็นส่วนหนึ่งของโรมัน ก่อนที่จะตกไปอยู่ภายใต้การปกครองของชาววิซิกอท ต่อมาในปี ค.ศ. 711 ชาวแอฟริกาเหนือ ซึ่งเป็นชาวอิสลาม ก็เริ่มเข้ามามีอำนาจ จนในที่สุดอาณาจักรอิสลามก็ได้ขึ้นปกครองบนคาบสมุทรแห่งนี้ได้สำเร็จ เป็นเวลาประมาณ 750 ปี แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็ได้เกิดเหตุการณ์ยึดดินแดนคืนของชาวคริสต์ โดยค่อยๆ รุกล้ำพื้นที่ลงไปทางใต้ จนถึงจุดสิ้นสุดเมื่อชาวคริสต์สามารถพิชิตที่มั่นแห่งสุดท้ายของชาวมุสลิมได้ในปี ค.ศ. 1492 ส่งผลให้ราชอาณาจักรรวมทั้งรัฐคาทอลิกต่างๆ บนคาบสมุทร Iberian ก็ได้พัฒนาขึ้น ทำให้ราชอาณาจักร Castilla และราชอาณาจักร Aragón ด้วย จากการรวมกันของอาณาจักรทั้ง 2 นี้ได้นำไปสู่ความเป็นปึกแผ่นแห่งรัฐชาติสเปนในเวลาต่อมา

ต่อมาปี ค.ศ. 1492 จากการที่ Christopher Columbus ได้ค้นพบโลกใหม่ ซึ่งได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาความมั่งคั่งรวมทั้งความแข็งแกร่งให้กับสเปน จนทำให้สเปนที่เป็นเจ้าอาณานิคมได้กลายเป็นชาติมหาอำนาจซึ่งมีความสำคัญมากที่สุดในเวทีโลก แต่มีด้านดีก็ต้องมีด้านมืดประวัติศาสตร์สเปนในช่วงนี้เต็มไปด้วยจุดด่างพร้อย ในเรื่องการขับไล่ชาวยิวและชาวมุสลิม รวมทั้งปฏิบัติต่อชนพื้นเมืองอย่างไม่ยุติธรรม

อีกไม่กี่ศตวรรษต่อมา จักรวรรดิของสเปนได้ทำการขยายอาณาเขตโดยเริ่มจากแคลิฟอร์เนียไปจน Patagonia ในช่วงนี้ราชวงศ์ Habsburg จากออสเตรียเข้ามามีอำนาจในสเปนแล้ว เนื่องจาก สเปนได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามและความขัดแย้งทางด้านศาสนารวมทั้งชิงความเป็นใหญ่กันเองหลายรอบ จึงทำให้สเปนสูญเสียดินแดนในความครอบครองที่ในปัจจุบัน ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ , เบลเยียม , อิตาลี และผลเสียจากสงครามก็ทำให้สเปนต้องตกอยู่ในสภาพล้มละลายอีกด้วย พอเวลาล่วงเลยไป อำนาจก็เสื่อมถอยลงตามลำดับ พอสิ้นสุดคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้ถูกฝรั่งเศสเข้ารุกราน บวกกับความพ่ายแพ้ในการทำสงครามกับอเมริกา จึงทำให้สเปนเสียอาณานิคมไปเกือบทั้งหมด

San fermín gaur

รวมเทศกาลที่น่าสนใจของประเทศสเปนที่น่าไปร่วมมากๆ

ประเทศสเปน ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและมีความน่าสนใจ ในเรื่องของวัฒนธรรมประเพณีเป็นอย่างมาก วันนี้เราไปดูกันดีกว่าว่า เทศกาลอันน่าสนใจของประเทศสเปน มีอะไรกันบ้าง น่าเข้าร่วมขนาดไหน

San fermín

San fermín

เทศกาลวิ่งวัวกระทิงแห่งประเทศสเปน จัดขึ้น ณ เมือง Pamplona แคว้น Navarra ประเทศสเปน การเริ่มเฉลิมฉลองเริ่มขึ้น ในวันที่ 6 เดือนมิถุนายน ของเวลาเที่ยงตรง ลากยาวมาจนถึงเที่ยงคืนของวันที่ 14 มิถุนายนของทุกปี โดยจะมีการร้องเพลงประกอบ ชื่อ เพลง Pobre de Mí

ผู้เข้าร่วมจะต้องวิ่งหนีวัวกระทิง รวมทั้งต้องแต่งกายด้วยชุดสีขาว พร้อมผูกพันผ้าพันคอสีแดง เพื่อสร้างความดึงดูดสายตาจากกระทิง จะมีการปล่อยวัวกระทิงออกจากคอก ให้วิ่งไปตามเส้นทางประมาณ 850 เมตร เหล่าผู้เข้าร่วมทั้งหลายต้องวิ่งไปพร้อมกับวัวกระทิง ต่อมาในช่วงบ่ายความสนใจจะมุ่งเข้าสู่สนามแข่งวัวกระทิง และมี Matador รอต่อสู้กับวัวกระทิงและจบลงด้วยการพรากชีวิตของพวกมัน แต่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็ได้ออกมาประท้วงแสดงความไม่เห็นด้วยกับเทศกาลนี้ เนื่องจากเป็นการกระทำทารุณสัตว์ โดยในแต่ละปีจะมีวัวกระทิงถูกฆ่า ประมาณ 48 ตัว เลยทีเดียว.

 La Tomatina

La Tomatina fun

ถ้าประเทศไทยมีเทศกาลสงกรานต์ สเปนก็มีเทศกาลปามะเขือเทศ ! เทศกาลนี้จะถูกจัดขึ้นเฉพาะในเมืองหมู่บ้าน Valencia ในจังหวัด Valencia เพียงแห่งเดียว และจำกัดพื้นที่ในการเล่นเพียงแค่ระยะสั้นๆ บนถนนแคบๆ ระหว่างตึกในเมืองเท่านั้น โดยงานนี้จัดขึ้นในช่วงท้ายเดือนสิงหาคมของทุกปี ตอนก่อนที่จะมีการปาต้องผ่านการคว้า แฮม เสียก่อน เจ้าแฮมนี้จะถูกนำไปวางไว้บนเสาซึ่งอาบไปด้วยน้ำมัน ผู้เข้าร่วมต้องรุมแย่งคว้าแฮมชิ้นนี้มาให้จงได้ สุดท้ายคนที่มามุงดูก็จะเปล่งเสียงยกย่องผู้พิชิตแฮมชิ้นนั้น ต่อมาจะมีน้ำมาฉีดจนผู้ร่วมงานตัวเปียกปอนไปตามๆ กัน ถือว่าเวลาของการทำสงครามมะเขือเทศเริ่มขึ้นแล้ว ! โดยรถบรรทุกจะขนมะเขือเทศเข้ามาเป็นจำนวนมหาศาล แล้วผู้คนก็จะวิ่งมาหยิบมะเขือเทศ และนำมาปาใส่กันอย่างสนุกสนาน ซึ่งในแต่ละปี La Tomatina เป็นเทศกาลดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนสเปนเป็นจำนวนมาก ถนนทั่วทั้งเส้นจะโดนย้อมไปด้วยสีแดงฉาน อันขันคลั่กเหมือนเลือดคนสดๆ แต่พอมีคนมาเข้าร่วมกันเยอะ จึงต้องมีการตั้งกฎกติกาเพื่อความระเบียบ เพื่อความปลอดภัยรวมทั้งเป็นการรักษาประเพณีอันดีงามไว้

กฎของเทศกาล La Tomatina

La Tomatina

  • ไม่ขว้างปาขวดหรือของแข็งใส่ผู้อื่น
  • ห้ามฉีกเสื้อผู้อื่น
  • ต้องทุบมะเขือเทศให้นิ่มก่อนนำมาปา
  • เมื่อเสียงประทัดดังขึ้นให้หยุดปาทันที
logo

History

History

องค์กรของเราได้เริ่มก่อตั้งตั้งแต่ในช่วงปี ค.ศ.1979 โดยที่องค์กรของเรานั้นมีจุดประสงค์หลักคือการอนุรักษฺและช่วยกันฟื้นฟูศิลปะการฟ้อนรำของเมือง Vilanova ตลอดจนทุกสิ้งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องศิลปะที่สวยงามของภูมิภาค โดยการขยายจากทั้งหมด เพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่ๆ ได้เห็นถึงศิลปะท้องถิ่นที่สวยงามของเรา อย่างไรก็ตามศิลปวัฒนธรรมการฟ้อนรำนั้นจัดเป็นหนึ่งสิ่งที่ได้รับความนิยมน้อยมาก ทำให้ต้องรักษาไว้ ในต่อมาจึงเริ่มมีการนำเอกลักษณ์ของการรำออกมาเผยแพร่มากขึ้น เพื่อต้องการกู้ศิลปะและวัฒนธรรมการฟ้อนรำกลับมาสู่ชาวบ้านอีกครั้ง ให้เป็นที่รู้จักและไม่เสื่อมหายไปตามกาลเวลา

โดยมีกลุ่มคนที่ก่อตั้งตัวเองขึ้นมา เพื่อในการจัดงานและเผยแพร่รูปแบบการฟ้อนรำให้หลากหลายยิ่งขึ้น น่าสนใจมากขึ้นและให้ตรงกับยุคสมัย โดยคำนึงถึงคนดูที่ต้องเหมาะสมกับทุกเพศทุกวัยและสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้

ในปีต่อๆ ไป ทางองค์กรได้เร่งดำเนินการอนุรักษ์อย่างเต็มที่ในช่วงปี ค.ศ.1980 หลังจากนั้นก็เริ่มต้นจากการกู้คืนการฟ้อนรำที่สวย สง่างามและเป็นเอกลักษณ์ของ Pastorets และของ Gitanes ทั้งยังมีการเต้นรำคนเลี้ยงแกะและเต้นรำยิปซีด้วย ในปี ค.ศ.1981

การพัฒนาการเต้นรำมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความแปลกใหม่ น่าติดตาม และทันต่อยุคสมัย ทำให้ในปี ค.ศ.1981 การเต้นรำของ Cercolets และการเต้นรำของ Joan D’Serrallonga ได้รับการกู้และฟื้นฟูในปี ค.ศ.1984 และการเต้นรำอื่นๆ อย่างมากมาย จนกระทั่ง ค.ศ.1986 ก็ได้เพิ่มการเต้นรำของ Panderos และการเต้นรำริบบิ้นอีกด้วย

การพัฒนาและอนุรักษ์ศิลปะการฟ้อนรำยังไม่หยุดแต่เพียงเท่านั้น ในปี ค.ศ.1990 มีการบูรณาการเต้นรำใหม่ โดยการรวมกลุ่มกันของ Mulassas และ Capgrossos de Vilanova ทำให้กลายเป็นที่รับผิดชอบของ L’Agrupació ซึ่งถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อยู่ในสถานที่นั้นๆ ก็ตาม

ในปี ค.ศ.2000 มีกลุ่มคนที่ได้รับเกียรติในการเต้นรำของวาเลนเซียร์ ซึ่งเป็นเพลงอันเก่าแก่มากของนักบุญและคาร์นิวัล ทำให้การเต้นของ Malcasats นั้นเป็นที่จับตามอง เพราะจัดการเต้นรำที่ถนน และมีบรรยากาศที่สนุกสนานและเสียดสีกันเล็กน้อย

องค์กรเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น และเริ่มเป็นที่รู้จักของคนในสังคม ทำให้องค์กรนี้เริ่มมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกๆ ภาคส่วน หน่วยงานต่างๆ เริ่มเข้ามาสนับสนุนในกิจกรรมที่จัดขึ้น

ในฐานะของผู้ที่ประสานงานแห่งชาติ เริ่มมองเห็นถึงสิ่งที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ขององค์กร จึงสร้างกลุ่ม Mulassa และ Ball de Serrallonga ของ Tarragona ในการมีส่วนร่วมในงานเต้นรำต่างๆ การเข้าร่วมประชุม ทำให้ในปัจจุบันนี้เทศกาลของเราได้รับความนิยมอย่างมาก มีชื่อเสียงกว้างขวาง ทำให้เมืองละแวกใกล้เคียงให้ความสนใจและยากให้ทำการจับคู่และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน

อย่างไรก็ตามศิลปะและวัฒนธรรม งานเทศกาลของเราก็ได้รับการจารึกตลอดในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะ Vilanova ที่ถูกจารึกไว้ในวันที่ 5 สิงหาคม จาก Festa Major

เพื่อเป็นการรักษาศิลปะและวัฒนธรรม งานเทศกาลที่ดีๆ แบบนี้ต่อไป ทางกลุ่ม Balls Group จึงเข้ามาสนับสนุนงานกิจกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ที่เป็นเป้าหมายของสมาชิกและเป็นที่น่าสนใจ กิจกรรมเต้นรำที่จะสร้างความบันเทิง ความสนุกสนานต่างๆ ของงานเทศกาลของ Vilanova ก็ได้รับความนิยมเป็นที่โดดเด่นมาตั้งแต่ 1987 แล้ว

Ball de Pastorets

Ball de Pastorets

การเต้นรำที่ให้ความสำคัญทางด้านการเกษตรที่มีความเก่าแก่มาก โดยได้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของพระองค์หนึ่งที่มีความเก่าแก่อย่างมากของมนุษยชาติ ปัจจุบันนี้ในด้านของการแสดงแล้ว จะมีนักเต้นอยู่ทั้งหมด 9 คนด้วยกัน ซึ่งจะมีอายุอยู่ในช่วงปี 16-18 ปี

ในด้านของการเต้นรำนั้นจะประกอบไปด้วยหลายส่วนด้วยกัน ซึ่งจะประกอบไปด้วยบทสวดที่มีความเกี่ยวข้องกับพระด้วย ซึ่งการเต้นรำก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง

การแต่งตัวนั้นจะสวมใส่เสื้อเชิ้ตและกางเกงสีขาว ซึ่งจะมีเสื้อกั๊กสีขาวที่ได้รับการประดับตกแต่งให้มีลวดลายของดอกไม้ด้วย ทั้งยังมีลายเส้นสีแดงตรงบริเวณผ้าพันคอ พร้อมลูกฟักทองที่จะห้อยอยู่บริเวณหัวไหล่

Ball de Cercolets

Ball de Cercolets

การเต้นแบบนี้นั้นจะประกอบไปด้วย 10 คนด้วยกัน ในช่วงอายุระหว่าง 7-10 ปี

รูปแบบของการเต้นรำนี้นั้น ถือเป็นการเต้นที่มีความสำคัญเกี่ยวกับการเกษตรอย่างมาก เพราะมีความเก่าแก่มากที่สุด ที่มีความเกี่ยวข้องกับพิธีการเฉลิมฉลอง การเก็บเกี่ยวต่างๆ ที่จะมุ่งเน้นไปที่การเคลื่อนไหวของท่าเต้น ที่ผู้เต้นนั้นจะต้องจิตนาการในการออกท่าทางให้มีความคล้ายคลึงกับดอกไม้หรือผัก นายกเทศมนตรีและเทวดา ส่วนคนสุดท้ายที่จะออกมานั้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นเด็กหรือเด็กผู้หญิง ที่นิยมจะออกมาเป็นช่วงสุดท้าย โดยจะออกมาด้วยท่าเดินวงแหวนของทูตสวรรค์

การเต้นรำแบบนี้นั้น ส่วนหนึ่งแล้วจะใช้ศีรษะเป็นหลักและท่องบท ที่จะมีบทอ้างถึงนักเต้นหรือนายจ้างและนายจ้างของเมืองเท่านั้น

ทางด้านของเสื้อผ้านั้นจะมีความเป็นสีขาวเป็นหลัก และสีฟ้า , สีแดงเป็นส่วนของผ้าพันคอและข้อเท้า ส่วนทางด้านของกางเกงนั้นจะเป็นสีแดงและสีฟ้า ส่วนของด้านของเพลงนั้นจะประกอบไปด้วยเสียงของปี่และขลุ่ย ซึ่งจะมีด้วยกันถึง 3 เพลง โดยแต่ละเพลงนั้นก็จะมีความแตกต่างกันออกไปทั้งทางด้านท่าเต้นและการดำเนินการของแต่ละเพลง

Ball de Bastons

Ball de Bastons

ถือเป็นศิลปะการเต้นรำที่เก่าแก่มาก ได้รับการเขียนข่าครั้งแรกในช่วงพงศาวดารของวัดตำบลหนึ่ง ในช่วงปี ค.ศ.1771 ทำให้เห็นได้ว่าในช่วงของคนที่อยู่บริเวณทั่วโลก ก็ได้มีการเต้นรำอยู่แล้ว ซึ่งการเต้นรำนั้นจะเป็นแบบดั้งเดิม ที่คาดว่ามีอายุนานถึง 200 ปีแล้ว

การแสดงแบบนี้นั้นเป็นที่รู้ๆ กันอยู่แล้วว่าต้องเป็นการแสดงที่จะเกิดขึ้นสำหรับงานเลี้ยงขนาดใหญ่ แต่ก็แทบจะไม่ได้เกิดขึ้นเลย เพราะได้รับการยกเว้นในช่วงเวลานานจนนับไม่ถ้วยจากสถานการณ์ข้อบังคับของสงครามกลางเมือง จากนั้นมานาน ในช่วงของปี ค.ศ.1941 ผู้คนได้เริ่มออกมาเต้นรำอีกครั้งจนกระทั่งปี ค.ศ.1972 หลังจาก 5 ปีของการหายไปของแก๊งในภูมิภาค พอถึงในช่วงปัจจุบันนี้ Gran Colla ก็ได้มีการเผยแพร่ให้กับกลุ่มคนชาวซานฮวนในช่วงรอบพิธีการเฉลิมฉลองในบริเวณละแวกใกล้เคียงที่มีชื่อเสียง

ทางด้านของไม้เท้านั้น จะประกอบไปด้วยผู้คนถึง 16 คน ที่แบ่งออก 2 แถว ซึ่งแน่นอนว่าทำให้ในแต่ละแถวนั้นจะมีสมาชิกถึง 8 คน มีการเต้นรำที่มีวิวัฒนาการมากยิ่งขึ้น โดยจะมีมากถึง 9 ท่าด้วยกัน